วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ทักษะภาษาไทยเพื่ออาชีพบทที่ 2


รายงาน
เรื่อง วิชา ทักษะภาษาไทยเพื่ออาชีพ
รหัส วิชา ๓ooo-๑๑o

หน่วยที่ ๒.  การพูดในงานอาชีพ และโอกาสต่างๆ    

การพูดในหน้าที่พิธีกร 
พิธีกร (Master of Ceremony: MC)
คือ ผู้ดำเนินการในพิธีต่าง ๆ เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่ กำกับ / นำ / อำนวยการ ให้กิจกรรม รายการหรือ พิธีการต่าง ๆ ดำเนินการไปให้แล้วเสร็จ เรียบร้อยตามวัตถุประสงค์และกำหนดการที่วางไว้

หน้าที่ของพิธีกร
๑. เป็นผู้ให้ข้อมูลแก่ผู้ฟัง / ผู้ชม / ผู้เข้าร่วมพิธี โดยอย่างน้อยจะต้องมี ขบวนการดังต่อไปนี้ เช่น ตามลำดับ ในแต่ละกิจกรรม
                                ๑. แจ้งกำหนดการ
                                ๒. แจ้งรายละเอียดของรายการ
                                ๓. แนะนำผู้พูด ผู้แสดง
                                 ๔. ผู้ดำเนินการอภิปรายและอื่น ๆ
๒. เป็นผู้เริ่มกิจกรรม / งาน / พิธี / รายการ เช่น
                                ๑. กล่าวทักทาย ต้อนรับเชิญเข้าสู่งาน
                                ๒. เชิญเข้าสู่พิธี ดำเนินรายการต่าง ๆ แล้วแต่กิจกรรม
                                ๒. เชิญ เปิดงาน ปิดงาน
๓. เป็นผู้เชื่อมโยงกิจกรรม / งาน / พิธี / รายการต่าง ๆ เช่น
                                ๑. กล่าวเชื่อมโยงเหตุการณ์ตามลำดับ
                                ๒. แจ้งให้ทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการ
                                ๓. แจ้งขอความร่วมมือ
                                ๔. กล่าวเชื่อมโยงรายการให้ชวนติดตาม
                                ๕. เป็นผู้ส่งเสริมจุดเด่นให้งานหรือกิจกรรมและบุคคลสำคัญในงานพิธี / รายการโดยพิธีกรจะต้องเป็นผู้ทำหน้าที่ในวาระที่เหมาะสม เช่น
                                ๖. กล่าวยกย่องสรรเสริญ ชื่นชมบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องในพิธี
                                ๗. กล่าวถึงจุดเด่นของงานพิธีนั้น ๆ
                                ๘. กล่าวแจ้งผลรางวัลและการมอบรางวัล
๔. เป็นผู้ที่สร้างสีสัน บรรยากาศของงาน / พิธี / รายการ เช่น
                                 ๑. ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมเป็นระยะ
                                ๒. มีมุขขำขึ้นเป็นระยะ ๆ
๕. เป็นผู้เสริมสร้างความสมานฉันท์ในงาน / กลุ่มผู้ร่วมงาน เช่น
                                ๑. กล่าวละลายพฤติกรรม
                                ๒. กล่าวจูงใจให้รักสามัคคี
๖. เป็นผู้เติมช่องว่างและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในงานพิธีต่าง ๆ เช่น
                                ๑. กล่าวชี้แจงกรณีบุคคลสำคัญไม่สามารถมาช่วยงานพิธีต่าง ๆ ได้
                                ๒. กล่าวทำความเข้าใจกรณีต้องเปลี่ยนแปลงกำหนดการ

พิธีกร
                คือ บุคลากรที่จะต้องพูดโดยใช้ความสามารถเฉพาะตนจากการฝึกฝนและศึกษาเท่านั้น ไม่ใช้สักแต่จะพูดอย่างเดียวไม่ มีความรู้ความเข้าใจในกิจกรรมที่จะต้องรับผิดชอบในด้านการพูดในตำแหน่งพิธีกร ฉะนั้น จะต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจก่อนจะเป็นการเริ่มต้นที่จะทำหน้าที่ในการเป็นพิธีกรในกิจกรรมต่าง ๆ พิธีกรหรือโฆษก อาจจะเป็นบุคคลคนเดียวกันในกิจกรรมนั้น ๆ สร้างความเข้าใจในข้อมูล ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ต่อกิจกรรมต่าง ๆ ของข้อเท็จจริง ให้ทัศนะ ในโอกาสที่จะต้องปฏิบัติในแต่ละสถานการณ์ ในแต่ละกิจกรรม พิธีกร จะถูกกล่าวถึงมากในกรณีที่เป็นทางการ ส่วนโฆษกจะเป็นคำที่เรียกใช้ในส่วนที่ก่อนถึงเวลาดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ หรือบางครั้งในท้องถิ่นชนบทจะเรียกรวมกันเช่น
โฆษกพิธีกร ดำเนินการ ต่อไป ไม่ว่าจะเรียกว่าพิธีกรหรือโฆษกในกิจกรรมนั้น ๆ จะต้องเป็นการพูดคุยในที่ชุมชน นั่นคือต่อคนส่วนมากทุกครั้งเป็นการพูดในที่ชุมชน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก หากพูดผิดก็จะทำให้เสื่อมเสียแก่ตนเองและองค์กร และถ้าหากทำดีพูดดีก็จะมีสง่าราศีแก่ตนเองเช่นกัน ดังสุภาษิต ของสุนทรภู่ที่ว่า
ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดอยู่ที่พูดให้ถูกทาง
     ฉะนั้น คนที่เป็นพิธีกรที่ดี มีความสามารถจะต้องมีการฝึกฝนเรียนรู้ในหลักการ กลยุทธ์ในการพูดคุยต่าง ๆ ดังนี้ เช่น
                   •  เตรียมพร้อม
                   •  ซ้อมดี
                   •  ท่าทีสง่า
                   •  หน้าตาสุขุม
                   •  ทักที่ประชุมอย่าวกวน
                   •  เริ่มต้นให้โน้มน้าว
                   •  เรื่องราวให้กระชับ
                   •  จับตาที่ผู้ฟัง
                   •  เสียงดังให้พอดี
                   •  อย่าให้มีอ้ออ้า   
                   •  ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา

        บุคคลที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวจะต้องมีการเตรียมความพร้อมและเตรียมตัวในการทำหน้าที่ จะมี ๒ กลุ่มคือ
         ๑. รู้ตัวก่อนและจะต้องเตรียมตัว
         ๒. ไม่รู้มาก่อน จะต้องไปใช้ปฏิภาณ ไหวพริบทุกคนทำได้

การเตรียมตัวในการทำหน้าที่พิธีกร หรือโฆษก ผู้ประกาศ
พิธีกรหรือโฆษก จะต้องมีการเตรียมตัวในการทำหน้าที่ ดังนี้
               ๑.  ศึกษาข้อมูล / วิเคราะห์สถานการณ์ ผู้นำ ผู้ชม โอกาส วัตถุประสงค์ของงานพิธี รายการที่กำหนดไว้ เพื่อทราบความมุ่งหมายของการทำหน้าที่
               ๒. เตรียมเนื้อหาและคำพูด เริ่มต้นอย่างไร ? มุขตลก ขำขัน แทรกอย่างไร คำคม ลูกเล่น จุดเด่นที่ควรกล่าวถึง ต้องเตรียมค้นคว้าศึกษาจากศูนย์ข้อมูลมาให้พร้อม
               ๓.  ตรวจสอบความเหมาะสม ของบทความที่เตรียมมาว่าเหมาะสมกับเวลาหรือไม่
               ๔. ต้องมีการฝึกซ้อมไม่ว่าจะซ้อมหลอกหรือซ้อมจริง ต้องมีการฝึกซ้อม
               ๕.  ศึกษาสถานที่จัดงานหรือพิธีที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
               ๖.  เตรียมเสื้อผ้าและชุดการแต่งกาย อย่างเหมาะสมกับกิจกรรม พร้อมดูแลตั้งแต่ หัวจรดเท้า

ข้อควรปฏิบัติในการทำหน้าที่พิธีกร หรือโฆษก
ข้อควรปฏิบัติในการทำหน้าที่ของพิธีกรหรือโฆษก มีดังนี้
                •  ทำจิตให้แจ่มใส
                •  ไปถึงก่อนเวลา
                •  อุ่นเครื่องแก้ประหม่า
                •  ทำหน้าที่สุดฝีมือ
                •  เลื่องลือผลงาน

ข้อพึงระวัง สำหรับการทำหน้าที่เป็นพิธีกร 
                  •  ต้องดูดีมีบุคลิก
                  •  ต้องรักษาเวลาอย่างเคร่งเครียด
                  •  ต้องแสดงออกอย่างสุภาพและให้เกียรติ ร่าเริงแจ่มใส ให้ความเป็นกันเอง
                  •  ต้องมีการประสานงานด้านข้อมูล และพร้อมเผชิญปัญหาโดยไม่หงุดหงิด
                  •  ต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องชัดเจนให้ชวนฟัง น่าติดตาม
                  •  ต้องเสริมจุดเด่นของคนอื่นไม่ใช่ของตนเอง
                  •  สร้างความประทับใจ ด้านสุภาษิต หรือคำคม

 คุณสมบัติของพิธีกร
๑) ต้องได้รับการฝึกพูดมาแล้วพอสมควร
๒) มีความรอบรู้ระเบียบวิธีการพูดในที่ชุมนุมชน
๓) เป็นที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไป
๔) เป็นผู้ยอมรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น
๕) ไม่มีอคติ
๖) มีมารยาทดีมีความอ่อนน้อมไม่ลุอำนาจต่อโทสะ
๗) มีความอดทน รู้จักอดกลั้นต่อความรู้สึกต่างๆ
๘) มีปฏิภาณดี สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

หน้าที่ของพิธีกร
พิธีกรมีหน้าที่คล้ายคลึงกับโฆษก ต่างกันที่ว่า หน้าที่พิธีกรนั้นใช้ในงานที่เป็นพิธีการที่มีผู้รับเชิญให้มาพูดมากกว่า ๑ คนขึ้น พิธีกรมีหน้าที่สำคัญดังต่อไปนี้
๑) วางแผนการพูดแต่ละครั้ง
๒) แนะนำกลุ่ม
๓) เชิญผู้พูดแต่ละท่านให้ขึ้นมาพูดตามลำดับ
๔) จัดระเบียบวาระของการพูดแต่ละครั้งให้เหมาะสมตามสมควรแต่โอกาส 

การพูดบรรยายสรุป  
การบรรยายสรุป ภาษาอังกฤษใช้คำว่า brief หรือ briefing เป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร ในลักษณะที่เป็นการชี้แจงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีความยาวหรือละเอียดมากและมีความสลับซับซ้อนให้สั้นลงและกระชับขึ้น แต่ยังคงครอบคลุมและมีความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระ

วิรัช ลภิรัตนกุล (๒๕๔๓, หน้า ๒0) กล่าวว่า การบรรยายสรุปเป็นการอธิบายให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้รับสาร ก่อนที่จะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ก่อนที่จะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นนั้นหมายความว่า ก่อนที่จะมีกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไป นั่นเอง เช่น ในการเยี่ยมชมโรงงานแห่งหนึ่งของคณะสื่อมวลชน ก็จะมีการบรรยายสรุปให้แก่คณะสื่อมวลชนผู้เข้าเยี่ยมชม ก่อนที่จะนำชมโรงงาน เป็นต้น

 ลักษณา สตะเวทิน (๒๕๓๖, หน้า ๒๖๑) กล่าวว่า การบรรยายสรุป คือ กระบวนการในการตระเตรียมเรื่องราวที่ยืดยาวและมีความสลับซับซ้อน โดยการจัดเรียบเรียงข้อเท็จจริงให้ดีที่สุด สั้นและกระชับ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและให้ประสิทธิภาพในการสื่อสาร

 ประเภทของการบรรยายสรุป
                การบรรยายสรุปเริ่มใช้กันในวงการทหาร (วิรัช ลภิรัตนกุล, ๒๕๔๓, หน้า ๒0) การบรรยายสรุปทางทหาร มีอยู่ ๕ ประเภท คือ
. การบรรยายสรุปเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร (Information Brief)
คือ การบรรยายสรุปที่มีความมุ่งหมายเพื่อเสนอข้อเท็จจริงให้แก่ผู้อ่านและผู้ฟังเนื้เพื่อให้ผู้รับสารทราบสถานการณ์ปัจจุบันหรือข้อมูลข่าวสารจากผู้บรรยายสรุป การบรรยายสรุปประเภทนี้จึงไม่ต้องการการตัดสินใจใด ๆ แต่จะเป็นการแถลงและรายงานให้ทราบเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การบรรยายสรุปแบบนี้จะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการบรรยายสรุปแบบอื่น ๆ

                . การบรรยายสรุปเพื่อการตัดสินใจ (Decision Brief)
เป็นการบรรยายสรุป เพื่อหามติหรือข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งจากการตัดสินใจหลังจบการบรรยายสรุป การบรรยายสรุปประเภทนี้จึงต้องเริ่มจากการบรรยายสรุปเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารในแบบแรกขึ้นมาก่อน ผู้รับสารจึงจะมีข้อมูลเพียงพอที่จะนำไปสู่การตัดสินใจ การบรรยายสรุปแบบนี้จะต้องใช้การบรรยายสรุปที่ค่อนข้างจะละเอียดถี่ถ้วน เพราะการบรรยายสรุปแบบนี้จะมีลักษณะของการแสวงหาคำตอบจากปัญหาที่ยกขึ้นมา เพื่อหาข้อตกลงใจ หรือหาหนทางปฏิบัติที่น่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นในการบรรยายสรุปประเภทนี้ ในเบื้องแรกจึงต้องชี้แจงให้ผู้รับสารทราบอย่างชัดเจนก่อนว่าต้องการค้นหาข้อตกลงใจหลังจากการบรรยายสรุปจบลง เพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังสารที่บรรยายสรุปได้ใช้ความรอบคอบระมัดระวังในการพิจารณาสารจากการบรรยายสรุป จะได้นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้อง     

                . การบรรยายสรุปเพื่อการดำเนินงานของคณะทำงาน (Staff Brief)
เป็นการบรรยายสรุปที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในวงการทหาร คือ จะเป็นการบรรยายสรุปเพื่อความรวดเร็วในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การบรรยายสรุปแบบนี้มีลักษณะคล้ายกับ information brief และยังคล้ายคลึงกับ dicision brief เพื่อจะนำไปเสนอผู้บังคับบัญชาตัดสินใจ การบรรยายสรุปแบบนี้จะต้องใช้ในหน่วยงาน องค์กร และสถาบันเกือบทุกระดับ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับทราบข่าวสารและสถานการณ์ปัจจุบันร่วมกัน ผลที่ต้องการจากการบรรยายสรุปแบบนี้ คือ การประสานงานและเพื่อร่วมกันปฏิบัติงานให้มีเอกภาพในการบังคับบัญชาเป็นส่วนรวม

                ๔. การบรรยายสรุปเพื่อให้นโยบาย (Mission Brief)
เป็นการบรรยายสรุปที่เกิดขึ้น เพื่อผสมผสานความมุ่งหมายต่าง ๆ ที่จะต้องปฏิบัติร่วมกัน เช่น การบรรยายสรุปงานก่อนเริ่มดำเนินการ การบรรยายสรุปเพื่อปฏิบัติภารกิจในระดับต่าง ๆ การบรรยายสรุปแบบนี้มักจะเป็นการบรรยายสรุปสุดท้าย ก่อนการลงมือปฏิบัติงานใด ๆ ก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้มีส่วนร่วมในภารกิจครั้งนั้น มีความเข้าใจตรงกันแล้ว การ บรรยายสรุปแบบนี้ใกล้เคียงกับ Information Brief

                . การบรรยายสรุปในการประชุม (Meeting Brief)
     การบรรยายสรุปในการประชุม หรือ Meeting Brief  ก็คือ การบรรยายสรุปเพื่อการดำเนินงานของคณะทำงาน (staff brief) และการบรรยายสรุปเพื่อให้นโยบาย (mission brief) รวมกันนั่นเอง

ประโยชน์ของการบรรยายสรุป
 การบรรยายสรุป เป็นการทำเรื่องที่ยากให้เป็นเรื่องง่ายในเวลาที่จำกัด ทำให้ผู้บริหารไม่ต้องเสียเวลามาอ่านเอกสารที่มีความหนามาก ๆ ซึ่งท่านจะต้องนำไปพิจารณาต่อ จึงเป็นการประหยัดเวลา และเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์หน่วยงาน องค์กร และสถาบัน อย่างไรก็ตามการที่จะได้ประโยชน์จากการบรรยายสรุปสูงสุด ผู้เขียนบทบรรยายสรุปจะต้องมีความรู้ในเรื่องที่เขียน และมีทักษะในการเขียนที่ดี

นอกจากนี้ การบรรยายสรุปยังมีประโยชน์ในการแจ้งข่าวสาร การหาข้อตกลงใจ การพิจารณาตรวจสอบแผนและสถานการณ์ การให้ข้อมูลผู้มาเยี่ยมชมหน่วยงาน องค์กร และสถาบัน การให้ข้อมูลบังคับบัญชา การให้ข้อมูลประธานในที่ประชุม การบรรยายสรุปเพื่อของบประมาณเพิ่มเติม การบรรยายสรุปเพื่อโยงไปสู่การเจรจาต่อรองและโยงไปสู่การขอความเห็นชอบ

                การเขียนบรรยายสรุปที่ใช้ในงานประชาสัมพันธ์ อาจจะนำไปใช้ในการจัดทำเอกสารที่ให้ความรู้เกี่ยวกับหน่วยงาน องค์กร และสถาบัน ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงภารกิจของหน่วยงาน องค์กร และสถาบันนั้น ๆ อันก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงาน องค์กร และสถาบันนั้น ๆ กับประชาชน หรือกับหน่วยงานอื่น ๆ ในปัจจุบันการประชาสัมพันธ์โดยวิธีนี้เป็นที่นิยมกันมาก ในการให้ความรู้โดยสังเขปแก่กลุ่มต่าง ๆ เช่น ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญขา คณะที่มาตรวจงาน และคณะบุคคลที่มาเยี่ยมชมกิจการ เป็นต้น

 การพูดประชาสัมพันธ์ 
หลักการพูดทั่วไป การพูดเป็นวิชาสื่อสารชนิดหนึ่งที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องการศึกษาและฝึกฝนอย่างจริงจังจนเกิดความชำนาญ จนสามารถสื่อความหมายให้ผู้อื่นรู้และเข้าใจได้ดี
การพูดมีความจำเป็นต้องใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์และเผยแผ่มาก มีความจำเป็นต่อทุกสาขาอาชีพ การพูดจะต้องใช้กับสื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์เกือบทุกชนิด เพราะพฤติกรรมของมนุษย์นั้นคุ้นเคยกับการพูดมาโดยตลอด นับตั้งแต่พ่อแม่ได้เลี้ยงดูมา แล้วสอนให้หัดพูดคำง่ายๆ ว่าพ่อ แม่ จนกระทั่งใช้ภาษาพูดสื่อความหมายกับผู้อื่นได้เป็นปกติธรรมดา ถึงจะเกิดในชาติใดภาษาใดก็ใช้ภาษานั้นได้อย่างคล่องแคล่ว ทุกคนสามารถพูดได้อย่างสบาย อย่างนี้เรียกว่าพูดได้อย่างนี้ใครๆ ก็พูดได้ คือพูดได้อาจจะพูดไม่ดีก็ได้ ทุกคนเกิดมาต้องพูดได้ด้วยกันทั้งนั้น ยกเว้นคนใบ้หรือหูหนวก

แต่ที่สำคัญก็คือ พูดเป็นได้แก่พูดให้มีประโยชน์ต่อตัวเอง และผู้อื่น ใครได้ยินได้ฟังก็ชื่นชอบพูดดีมีประสิทธิภาพ พูดแล้วบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตนเองคิดไว้ คือพูดแล้วผู้ที่ฟังเห็นคล้อยตามเกิดความฉุกคิดสะกิดสะดุด จุดประกายความคิดขึ้นในมโนภาพของผู้ฟัง สามารถจูงใจดลใจให้เห็นคล้อยตามด้วยการพูด จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการเรียนรู้หลักการพูดมีการฝึกฝนตนพยายามปรับปรุงการพูดอยู่เสมอๆ

ความรู้ในการใช้ปากถือเป็นศาสตร์และศิลป์ที่มีความสำคัญมากกว่าที่ทุกๆ ศาสตร์ หมายความว่า มนุษย์จะดีจะชั่วประกอบกิจการงานใดๆ ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดีได้นั้นต้องอาศัยการพูดจาสื่อสาร เพราะคนเราจะมีความรู้มากมายอย่างไร ถ้าไม่รู้จักถ่ายทอดความรู้ออกมาให้คนอื่นเขารับรู้ด้วยก็ไม่มีประโยชน์ จะเห็นได้จากนักวิชาการและครูหลายคน ไม่ประสบผลสำเร็จในการสอน คือสอนไม่ดีทั้งที่มีความรู้จบปริญญาดอกเตอร์ มากมายหลายสาขาก็เปล่าประโยชน์

ในทำนองเดียวกันนี้ พระสงฆ์ในพระพุทธศาสตร์ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงต้องพูดคือเผยแผ่ธรรมะให้แก่ประชาชน จำนวนสามแสนกว่ารูปนี้ก็มีไม่กี่รูปที่ใช้วิชาการพูดให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน บางท่านถือว่ามิใช่หน้าที่ของพระที่จะเป็นนักพูดเป็นนักแสดงธรรมจึงไม่มีการฝึกฝนอบรมเป็นนักเทศน์ เป็นนักพูดอย่างจริงจังเพียงเรียนหนังสือ นักธรรม บาลี แล้วก็หยุด ทำหน้าที่คือประกอบพิธีกรรมสวดมนต์ หรือจะพูดบ้างก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พระสงฆ์กลุ่มนี้ยังไม่ชอบพระนักพูดพระนักเทศน์อีกด้วยซ้ำไป
การที่พระพุทธองค์ทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างกว้างขวางมาจนทุกวันนี้พระองค์ก็ทรงเริ่มด้วยการพูดทั้งนั้น รุ่นแรกๆ ครั้งพุทธกาล และหลังพุทธกาลก็ยังใช้ปากเป็นสื่ออยู่ เรียกว่า มุขปาฐะ พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ก่อนจะจารึกลงในใบลานเป็นตัวหนังสืออย่างทุกวันนี้ พระพุทธสาวกท่านก็จำและถ่ายทอดกันมาด้วยปากเปล่าทั้งนั้น นี้คือความสำคัญของปาก

นักเผยแผ่นักประชาสัมพันธ์จะต้องเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงความรู้ความเข้าใจระหว่าง กลุ่มชน กับองค์กรหรือกลุ่มประชาชนถึงหน่วยงานคือพูดแล้วสามารถสร้างภาพให้คนเข้าใจหน่วยงานที่ตนทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์อยู่การประชาสัมพันธ์ระดับประเทศชาติ ก็ต้องพูดให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศชาติ ก่อนจะลงรายละเอียดในการพูด ควรทำความเข้าใจคำว่าการพูดตามความหมายที่ถูกต้องเสียก่อน

การพูด ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ คือ
พูดเป็นคำกริยาหมายถึงการเปล่งเสียงเป็นถ้อยคำ เพิ่มการเข้าไปข้างหน้ากิริยาเป็นการพูด โดยใช้เป็นนาม
การพูด คือกระบวนการสื่อความคิดจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งโดยมีน้ำเสียงและอากัปกิริยาเป็นสื่อ
การพูด เป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้าใจระหว่างมนุษย์กับมนุษย์
การพูด คือการแสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึก โดยใช้ภาษาและเสียงสื่อความหมาย
การพูด คือการใช้ถ้อยคำ น้ำเสียงและกิริยาอาการในการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และความต้องการของผู้พูด เพื่อให้ผู้ฟังเกิดการรับรู้และการตอบสนอง

การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ์ คือ การพูดเพื่อให้ผู้ฟังมีความเข้าใจอันดีต่อองค์กรกิจการ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา และมีทัศนคติที่ดีต่อองค์การกิจการ ตลอดจนการพูดเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดต่างๆ ให้กลายเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริง

นักพูดเพื่อการประชาสัมพันธ์ควรมีคุณสมบัติ
๑. มีความชำนาญคล่องแคล่วในการสื่อสารด้วยการพูดได้ อย่างมีประสิทธิภาพและมีมนุษยสัมพันธ์อัธยาศัยไมตรีดีกับทุกคน
๒. มีความรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับองค์กรการศึกษา วิธีการ กระบวนการของทุกๆ วิชาการอย่างดี รวมทั้งสามารถเรียนรู้นิสัย ใจคอของผู้คนและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี มีนิสัยเรียนรู้เร็ว มีจิตวิทยาเรียนรู้เป็นพิเศษ
๓. เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ สามารถมองปัญหาได้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง
๔. เป็นผู้มีความรักในการเรียนรู้ กระตือรือร้น ใฝ่รู้อยู่เป็นนิตย์ และสามารถวัดระดับขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ถ่ายทอดออกมาต่อกลุ่มชนที่เกี่ยวข้องอย่างดี

๕. เป็นคนซื่อตรงเปิดเผยตรงไปตรงมาในการเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังโดยส่วนรวม
๖. เป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงคนทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี เป็นผู้มีมารยาทดี มีความเอื้ออารีมีวจีไพเราะสงเคราะห์ผู้คนและวางตนงดงามตลอดเวลา

การพูดเพื่อประชาสัมพันธ์นั้นมีโอกาสจะใช้ได้มากมาย แต่จะขอสรุปประเด็นเป็นข้อๆ ดังนี้
๑. พูดในฐานะเป็นพิธีกร
เป็นหน้าที่โดยตรงนักประชาสัมพันธ์จะต้องพูดในฐานะเป็นพิเศษในโอกาสต่างๆ รวมถึงพิธีกรในรายการวิทยุและโทรทัศน์

๒. การกล่าวต้อนรับ
เป็นการสื่อที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากมายในสถาบันองค์การต่างๆ จะมีแขกผู้มีเกียรติมาเยี่ยมมาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจะกล่าวอย่างไรให้ประทับใจผู้มาเยี่ยม เมื่อเขาจากไปแล้ว เขาก็อยากจะมาอีก นั่นคือวิธีการที่มีศิลปะในการพูด

๓. การบรรยายสรุป
ข้อนี้สำคัญไม่น้อยยิ่งผู้ทำงานอยู่ในหน่วยงานสำคัญมีผู้มาเยี่ยมกิจการของสถาบันฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็จะกล่าวบรรยายสรุปให้แขกผู้มีเกียรติฟัง ทั้งนโยบายวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินงาน

๔. การพูดในโอกาสพิเศษและการแสดงปาฐกถา
ซึ่งข้อนี้ประชาสัมพันธ์จะต้องแสดงความสามารถให้ปรากฏ โอกาสนี้ก็มักจะมีบ่อย เช่น ได้ไปร่วมประชุมอภิปรายโต้วาทีในงานต่างๆ หรือในการสัมมนาที่สำคัญเข้าไปอภิปรายแสดงข้อคิดเห็น กล่าวตอบขอบคุณการกล่าวอำลา แสดงความยินดีตลอดถึงการบรรยายเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์
ตามหลักพระพุทธศาสนาการพูดเพื่อประชาสัมพันธ์ พระพุทธเจ้าทรงมีหลักอยู่ว่าต้องพูดจริงและเป็นประโยชน์

คุณสมบัติ ๖ ประการของนักพูดเพื่อการประชาสัมพันธ์คือ
๑. กาลวาที พูดถูกกาล
๒. สัจจวาที พูดความจริง
๓. ภูตวาที พูดสิ่งที่เป็นจริง
๔. อัตถวาที พูดสิ่งเป็นประโยชน์
๕. ธรรมวาที พูดเป็นธรรม
๖. วินยวาที พูดอย่างมีจรรยาบรรณ คือ
- คำพูดไม่จริง, ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักชอบใจของผู้อื่น...ไม่พูด
- คำพูดจริง, ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...ไม่พูด
- คำพูดจริงถูกต้อง, เป็นประโยชน์, แต่ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...เลือกกาลพูด
- คำพูดไม่จริง, ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...ก็ไม่พูด
- คำพูดจริง, ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นรักที่ชอบใจของผู้อื่น...ก็ไม่พูด
- คำพูดจริง, ถูกต้อง, เป็นประโยชน์ ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...เลือกกาลพูด

นักพูดเพื่อการประชาสัมพันธ์จะต้องพูดสิ่งที่จริงถูกต้องเป็นประโยชน์ทั้งเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่นด้วยจึงสัมฤทธิ์ผลอย่างที่ต้องการ ขออัญเชิญพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ในวิวาหสมุทรที่ว่า

ปากเป็นเอก เลขเป็นโท โบราณว่า
หนังสือตรี มีปัญญา ไม่เสียหาย
ถึงรู้มาก ไม่มีปาก ลำบากตาย
มีอุบาย พูดไม่เป็น เห็นป่วยการ
ถึงเป็นครู รู้วิชา ปัญญามาก
ไม่รู้จัก ใช้ปาก ให้จัดจ้าน
เหมือนเต่ายัง นั่งซื่อ อื้อรำคาญ
วิชาชาญ มากเปล่า ไม่เข้าที

ดังนั้น การประชาสัมพันธ์จึงต้องกระทำอย่างมีแผนการ มีกระบวนการที่แน่นอนต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ถ้าบุคคลทางพระพุทธศาสนาจะนำมาใช้เพื่อการเผยแผ่ในภาวะที่โลกก้าวเข้าสู่ยุค IT ใช้สื่อมวลชนเพื่อการเผยแผ่ คือการประชาสัมพันธ์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ก็จะเกิดเป็นประโยชน์ต่อประชาชนยิ่งใหญ่ไพศาลไม่เพียงแต่ชาวพุทธในประเทศไทยเท่านั้น แม้ชาวโลกก็จะได้รับความสันติสุขโดยทั่วกัน โลกจะมีแต่ความร่มเย็น เพราะเราบำบัดด้วยพุทธธรรมในพระพุทธศาสนา

การพูดโฆษณา
การโฆษณาหมายถึง  การให้ข้อมูล ข่าวสาร เป็นการสื่อสารจูงใจผ่านสื่อโฆษณาประเภทต่าง ๆ เพื่อจูงใจหรือโน้มน้าวใจให้กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย มีพฤติกรรมคล้อยตามเนื้อหาสารที่โฆษณา  อันเอื้ออำนวยให้มีการซื้อหรือใช้สินค้าและบริการ  ตลอดจนชักนำให้ปฏิบัติตามแนวความคิดต่าง ๆ ทั้งนี้ขอให้ผู้โฆษณาหรือผู้อุปถัมภ์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสื่อนั้น ๆ
ลักษณะของการโฆษณา
                . การโฆษณาเป็นการสื่อสารจูงใจ  มีวัตถุประสงค์เพื่อการจูงใจให้เกิดพฤติกรรมการซื้อโดยวิธีการพูด  การเขียนหรือการสื่อความหมายใด ๆ   ที่มีผลให้ผู้บริโภคเป้าหมาย คิดคล้อยตาม  กระทำตามหรือเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมไปตามที่ผู้โฆษณาต้องการ
    
                . การโฆษณาเป็นการจูงใจด้วยเหตุผลจริงและเหตุผลสมมติ  หมายถึง การจูงใจโดยบอกคุณสมบัติที่ เป็นประโยชน์ของผลิตภัณฑ์  และการจูงใจโดยใช้หลักการตอบสนองความต้องการด้านจิตวิทยา

                ๓. การโฆษณาเป็นการนำเสนอ สื่อสารผ่านสื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ  ซึ่งสามารถเผยแพร่ข่าวสาร เกี่ยวกับสินค้าและบริการในระยะกว้างไกลได้สะดวก รวดเร็วที่สุด ไปสู่กลุ่มเป้าหมาย อย่างกว้างขวาง ไปสู่มวลชนอย่างรวดเร็ว เข้าถึงพร้อมกันและทั่วถึง

                ๔. การโฆษณาเป็นการเสนอขายความคิด  สินค้า  และบริการ  โดยใช้วิธีการจูงใจให้ผู้บริโภค เกิดความพอใจเกิดทัศนคติที่ดี  อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการซื้อสินค้า หรือบริการที่เสนอขาย

                ๕. การโฆษณาต้องระบุผู้สนับสนุนหรือตัวผู้โฆษณา  ซึ่งมีผลความเชื่อถือของผู้บริโภค
ของผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นว่า เป็นการโฆษณาสินค้า(advertising)มิใช่ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda)
       
                ๖. การโฆษณาต้องจ่ายค่าตอบแทนในการโฆษณาในสื่อต่าง ๆ   เช่น  วิทยุกระจายเสียง  วิทยุโทรทัศน์  หนังสือพิมพ์  วารสารและนิตยสาร  เป็นต้น  ดังนั้นผู้โฆษณาจะต้องมีงบประมาณ เพื่อการโฆษณาสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ด้วย

การการกล่าวปราศรัย
คำปราศรัยมีลักษณะคล้ายคลึงกับสุนทรพจน์ในด้านภาษา เนื้อหา และทัศนคติของผู้กล่าว ซึ่งสามารถจะนำไปปฏิบัติได้ คำปราศรัยที่เป็นการพูดที่เป็นพิธีการ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมมาก่อนเป็นอย่างดีคำปราศรัยอาจแบ่งได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
๑) คำปราศรัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เรียกว่า กระแสพระราชดำรัส หรือพระราชดำรัส เช่น กระแสพระราชดำรัสแก่ประชาชนชาวไทยเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น
๒) คำปราศรัยในโอกาสครบรอบปี เช่น คำปราศรัยเนื่องในวันเด็ก เนื่องในวันกาชาดสากล เนื่องในวันกรรมกรสากล เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น
๓) คำปราศรัยในงานพิธีต่างๆ ซึ่งเรียกว่า คำกล่าวเปิดถ้าเป็นงานที่เป็นพิธีการเรียกว่า "คำปราศรัย" เช่น คำปราศรัยของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ในการเปิดอบรมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วราชอาณาจักร เป็นต้น
๔) คำปราศรัยเกี่ยวกับนโยบายหรือเรื่องอื่นๆ เช่น คำปราศรัยเกี่ยวกับนโยบายการบริหารประเทศ คำปราศรัยเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ เป็นต้น
๕) คำปราศรัยซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย เช่น คำปราศรัยฯพณฯ หัวหน้าคณะปฏิวัติต่อเยาวชนไทย เป็นต้น

การกล่าวแสดงความยินดี
ในบางโอกาสผู้ที่เราพบปะหรือคุ้นเคยอาจจะประสบโชคดี มีความสมหวังหรือ มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและการงานเราควรจะต้องพูดแสดงความยินดีเพื่อร่วมชื่นชม
ในความสำเร็จนั้น
            ๑.๑ วิธีการ
                  ๑) ใช้คำพูดให้ถูกต้องเหมาะสม
                  ๒) ใช้น้ำเสียง ท่าทาง สุภาพ นุ่มนวล ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
                  ๓) พูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ พูดสั้น ๆ ให้ได้ใจความและประทับใจ
            ๑.๒ ตัวอย่าง
      “ขอแสดงความยินดีกับคุณที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในหมู่บ้านของเรา เลือกคุณด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นมาก ขอให้คุณเป็นผู้นำของพวกเรานาน ๆ สร้างความ เจริญแก่ชุมชนของพวกเราตลอดไปนะครับผมดีใจด้วยและขอสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ความสามารถเลยครับ

ตัวอย่าง
คำกล่าวอวยพรวันคล้ายวันเกิด
  สวัสดีครับ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ก่อนอื่นกระผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน วันคล้ายวันเกิดของเพื่อนกระผม เพื่อนของกระผมคนนี้ชอบพอและสนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ๆ แล้วครับ ท่านเป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรีและมีมนุษย์สัมพันธ์ดีมากคนหนึ่ง ใจคอกว้างขวาง โอบเอื้ออารีย์ เป็นที่ยอมรับของเพื่อน ๆ และคนที่รู้จักมักคุ้นโดยทั่วไป เมื่อมีการจัดงานคล้ายวันเกิดของเพื่อนคนนี้ในแต่ละครั้ง ถ้าไม่ติดธุระจำเป็นจริง ๆ แล้วกระผมจะมาร่วมงานด้วยทุกครั้งเช่นกัน
   เพื่อนคนนี้  นอกเหนือจากเป็นคนดี  มีอัธยาศัยไมตรีที่ดี เป็นที่น่านับถือของเพื่อน ๆ และคนอื่น ๆ แล้ว ยังเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่บุตรหลานของท่านอีกด้วย
   ในโอกาสนี้ กระผมขออวยพรให้เพื่อนรักของกระผมคนนี้ จงมีอายุมั่นขวัญยืน มีความสุขความเจริญ อีกทั้งเจริญก้าวหน้า ทั้งในหน้าที่ราชการและงานส่วนตัวยิ่ง ๆ ขึ้นไป

คำกล่าวในงานมงคลสมรส
                 เรียนท่านประธาน และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมรู้สึกเป็นเกียรติและปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับเชิญให้มาเป็นประธานในงานมงคลสมรสในครั้งนี้   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  กระผมมีความสนิทสนมกับเจ้าบ่าว ท่านนี้เป็นกรณีพิเศษ ท่านเป็นคนดี มีน้ำใจ คอยให้ความช่วยเหลือเพื่อน ๆ เวลามีปัญหาเรื่องงาน จนช่วยเหลือตนเองไม่ได้ก็ได้เพื่อนคนนี้คอยให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือเสมอมา ยังระลึกถึงความดีไม่มีวันลืม
   ชีวิตในการครองคู่นั้นถือกันว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ นอกจากนั้น ยังต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ต้องมีความจริงใจซื่อตรงต่อกัน,เห็นอกเห็นใจมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ปรับนิสัยใจคอเข้าหากัน ไม่ควรใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา ซึ่งอาจจะเป็นต้นเหตุให้ นาวาชีวิตต้องอับปางลง สุดท้ายนี้กระผมขออวยพรให้คู่บ่าวสาว จงครองรักกันด้วยความหวานชื่นราบรื่นและมีความสุขสมบูรณ์ตลอดไป   ขอบคุณครับ

การกล่าวอวยพรในงานมงคล
ตัวอย่างการกล่าวอวยพรคู่สมรส
ท่านเจ้าภาพ คู่บ่าวสาว และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
                ดิฉันรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมากล่าวอวยพรในงานมงคลสมรสของคุณหล่อล้ำและคุณโฉมงาม
                 คุณโฉมงามเจ้าสาวแสนสวยในวันนี้เป็นลูกศิษย์ของดิฉันตั้งแต่เรียนระดับ  ปวช.ถึงปวส.เป็นเวลา๕ปี เนื่องจากคุณโฉมงามเป็นคนตั้งใจเรียน เรียนเก่ง มีมนุษยสัมพันธ์ดีเพื่อนฝูงยอมรับในความสามารถจึงได้รับคัดเลือกให้หัวหน้าชั้นและนายกองค์การบริหารธุรกิจต่อมา จากความมีน้ำใจ ขยันหมั่นเพียรมีความรับผิดชอบสูง จึงได้รับความรักใคร่ไว้วางใจจากครูบาอาจารย์ตลอดมา เมื่อเรียนจบก็ได้ทำงานที่มั่นคงและก้าวหน้า คุณหล่อล้ำเป็นคนโชคดีมากที่ได้เพชรเม็ดงามเช่นนี้ไปครอบครอง

                 ดิฉันขอฝากข้อคิดในการครองชีวิตคู่ว่า ความรักคือความเข้าใจและการให้อภัยการใช้ชีวิตร่วมกันย่อมมีกระทบกระทังกันบ้างเสมือนลิ้นกับฟัน ก็ควรชักถาม พูดคุยกันด้วยเหตุผล อย่าใจร้อนวู่วามทำความเข้าใจกันในทุกเรื่อง อย่าเก็บเอาไว้ให้ขุ่นเคืองใจกัน มีความผิดพลาดไปบ้างก็ให้อภัยแก่กัน

                สุดท้ายนี้ฉันขออวยพรให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจงครองรักกันด้วยความราบรื่นมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุขชั่วกาลนาน          

การกล่าวตอบรับในงานขึ้นบ้านใหม่
เจ้าของบ้าน
ท่านประธาน และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมากที่ทุกท่านได้กรุณาให้เกียรติสละเวลาอันมีค่า มาร่วมในงานขึ้นบ้านใหม่ของกระผมในวันนี้ขอกราบขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
การที่กระผมสามารถมีวันนี้ขึ้นมาได้ ก็เพราะความรัก ความเมตตา ของท่านประธานและบรรดาแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน
คำอวยพรใด ๆ ที่ท่านกรุณาอวยพรให้กระผม ขอพรนั้นจงย้อนสนองตอบแด่ท่านประธานและแขก
ผู้มีเกียรติทุกท่านเป็นร้อยเท่าพันเท่า?ขอบคุณมากครับ

การกล่าวไว้อาลัย
                การกล่าวไว้อาลัยมีหลายอย่าง เช่น ไว้อาลัยผู้ตาย ไว้อาลัยผู้ที่ย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ หรือไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ เป็นต้น   
.          กล่าวไว้อาลัยผู้ตาย
.          กล่าวแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวผู้ที่เสียชีวิต
.        สรรเสริญผู้เสียชีวิต โดยบอกเล่าถึงประวัติ ผลงานดีเด่น คุณความดีของท่านผู้นั้น
.         ความอาลัยของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ในอันต้องเสียบุคคลซึ่งเป็นที่รักไป
.         แสดงความหวังว่าวิญญาณของผู้ตายคงไปสู่ที่สุคติ

ตัวอย่างการกล่าวไว้อาลัย
                ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจที่ท่านต้องมาตายจากพวกเราไป ท่านเป็นบุคคลที่มีประวัติผลงานดีเด่นมีความซื่อสัตย์สุจริต ขยันขันแข็งต่อการงานตลอดชีวิตของท่าน จนเป็นที่รักใคร่ของผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน การจากไปของท่านครั้งนี้นำความเสียใจและอาลัยมาสู่ครอบครัว ญาติมิตรของท่านเป็นอย่างยิ่ง ขอให้ดวงวิญญาณของท่านจงไปสู่ที่สุคติเถิด
. การกล่าวไว้อาลัยผู้ที่ย้ายไปรับตำแหน่งใหม่
.        กล่าวแสดงความอาลัยที่ต้องจากกัน
                .       สรรเสริญยกย่องคุณความดีของบุคคลที่จากไป
                .       กล่าวอวยพรแก่ผู้ที่จะจากไป ให้เขาประสบผลสำเร็จในตำแหน่งใหม่ที่เขาได้รับ
                .       มอบของขวัญหรือของที่ระลึก
ตัวอย่างการกล่าวไว้อาลัยผู้ที่รับตำแหน่งใหม่
                คุณ…. เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความสามารถและช่วยสร้างความเจริญแก่หน่วยงานนี้ไม่น้อย จนเป็นที่รักใคร่และคุ้นเคยกับพวกเราทุกคน  เราเสียใจที่คุณ….จะต้องจากไป แต่ก็ดีใจที่คุณ ….ได้เลื่อนตำแหน่งมีความก้าวหน้าในอาชีพ และคิดว่าคุณ …. จะสร้างความเจริญให้แก่หน่วยงานใหม่เหมือนกับที่ท่านเคยมีผลงานไว้กับที่นี่ พวกเราจึงใคร่ขอแสดงความยินดีอีกครั้ง และใคร่ขอมอบของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆแก่ท่าน แต่เต็มไปด้วยน้ำใจจากพวกเรา